สวัสดีครับ

ต่อเนื่องจากครั้งที่แล้ว...
จากที่หลายๆ คนได้ก้าวข้ามความเป็นนักอยากเขียน
กระทั่งได้อยู่ในฐานะ นักได้เขียน
และนักได้เขียนบางคนก็สามารถ เขียนจนจบ...

หลายคนอาจเก็บไว้อ่านคนเดียว
หลายคนอาจเลือกส่งให้เพื่อนๆ หรือคนรู้จักอ่าน
หลายคนอาจลงไว้ในเน็ต เพื่อนให้ชาวเน็ตติชม
ซึ่งอาจมีเกรียนมาป่วนให้ปวดหมองบ้างพอเป็นกระษัย

และหลายคนก็ตัดสินใจ

ส่งต้นฉบับไปยังสำนักพิมพ์ในดวงใจ!


ซึ่งถ้าผลงานคุณเข้าตากรรมการ
ก็ผ่านสบายแฮ มีหนังสือตีพิมพ์ดั่งใจหมาย

แต่ก็มีหลายต่อหลายคน... ที่ต้นฉบับไม่ผ่าน


ผมล่ะคนนึงครับ ที่ต้นฉบับไม่ 'เคย' ผ่าน
ถามว่าครั้งแรกผมรู้สึกอย่างไร?

เฟลสิครับ...
จะมีใครต้นฉบับไม่ผ่านแล้ววิ่งแก้ผ้ารอบบ้าน หรือปิดซอยเลี้ยงบ้างล่ะ หือ?

เกรียนสิครับ...
มีบ่นอุบต่อว่าสำนักพิมพ์ตามอัตรา EGO ที่มี ณ ตอนนั้น
แย่หน่อยก็ระบายกับเพื่อน มีด่ากระทบสำนักพิมพ์ หรือ บก. กันบ้าง เพื่อความสะใจ

คำถามในเชิงหลงตัวเองจะผุดเข้ามาในสมองเรื่อยๆ
- ทำไมไม่ผ่านวะ ต้นฉบับเราไม่ดียังไง
- ชมมาแล้วทำไมไม่ให้ผ่านล่ะวะครับ
- พล็อตเกร่อยังไงวะ ก็ตีลังกาคิด พยายามให้มันแปลกแล้วแท้ๆ
บลา บลา บลา

นั่นคือครั้งแรกที่ต้นฉบับผมไม่ผ่าน ซึ่งเกิดขึ้นประมาณ 2 ปีก่อน...
จนถึงปัจจุบัน ผมมีประสบการณ์ถูกปฏิเสธมา 5 ครั้งแล้วครับ (และหวังเล็กๆ ว่าจะไม่มีครั้งที่ 6...) 


แต่ในวันนี้...
ผมค้นพบบางอย่างจากการที่ผลงานผมไม่ผ่านในวันนั้น
ผมค้นพบข้อด้อยในผลงานของผมมากมาย บานตะทัย
มันผิดพลาดอย่างไม่น่าให้อภัย...

ตอนนี้ผมนึกขอบคุณ บก. เสียด้วยซ้ำที่ไม่ให้งานของผมผ่านไปสู่สายตาประชาชี
ไม่เช่นนั้น ผมต้องอายแทบแทรกแผ่นดินหนี เวลาเห็นหนังสือของผมวางขายแน่

นั่นล่ะครับ ที่ผมอยากจะบอก

หากต้นฉบับของคุณไม่ผ่าน ก็อย่าได้เศร้า เฟล สิ้นหวัง
อย่าได้ด่าทอ อย่าคิดว่าโลกนี้ไม่ยุติธรรม


หรือคิดว่าตัวคุณโชคร้าย...


เพราะในความโชคร้ายนี้...
มีความโชคดีแอบแฝงอยู่นะครับ
 
 
 
ขอเป็๋นกำลังใจให้นักได้เขียนทุกท่านที่อยากมีผลงานตีพิมพ์นะ :D
 
 
 
 
 
 
สุดท้ายนี้... ผมรู้สึกว่า


"อาชีพ บก. นี่ น่าเห็นใจจังแฮะ..."




 
อ่า... ไม่ได้อัพซะนาน
เพราะอาตี๋ไปติดการ์ตูนขรับ... (เยี่ยม)
 
วันนี้ผมลองเขียน How to สำหรับนักอยากเขียนดูครับ
 
เพื่อให้หลายๆ คนก้าวข้ามการเป็นนักอยากเขียน ไปสู่จุดที่สูงกว่านี้ :D
 
 
มาเริ่มกันเลยดีกว่า เย่!
 

 
 
 
 
[ 1 ] 

เปิดคอม...
 
 
 
 
 
[ 2 ]
 
เปิดโปรแกรม Microsoft Word
 
 
 
 
 
 [ 3 ]
 
ตั้งสมาธิ สายตาจับจ้องไปที่กระดาษขาวๆ ตรงหน้า
 
หายใจเข้าลึกๆ มือทั้งสองข้างจ่อที่แป้นพิมพ์
 
 
 
 
[ 4 ]
 
ลงมือเขียน (พิมพ์)
 
 
 
 
[ 5 ]
 
อ้าว... หันมามองหน้าผมทำไมครับ ก็บอกให้ลงมือเขียนไง!
 
 
 
 
[ 6 ]
 
เหวยยยยย ส่งสายตาอำมหิตใส่ผมทำไมเล่า บอกให้เขียนได้แล้ว โว้!
 
 
 
 
[ 7 ]
 
เขียนไปเถอะน่า คิดอะไรออกก็เขียนๆ ไป 

ถ้าไม่รู้จะเขียนอะไรจริงๆ ก็เริ่มจากการเขียนเรื่องของตัวคุณเองก็ได้
 

 
 
[ 8 ]
 
เขียนไปแล้ว ค่อยมาอ่านทวนแล้วแก้ไข + เพิ่มเติมเอา ตอนหลังก็ได้นี่ ไม่บาปสักหน่อย
 
 
 
 
 
[ 9 ]
 
ถ้าตัน เขียนไม่ออก ก็หยุดเขียน ไปทำอย่างอื่น
 
ทำงาน ดูหนัง ฟังเพลง เที่ยวเล่นตามที่ต่างๆ
 
อยากเขียนอีกเมื่อไร ค่อยกลับมาทำตามข้อ [ 1 ] ใหม่

 
 
 
[ 10 ]
 
ลงในเน็ต หรือ ให้เพื่อนอ่านดู เพื่อรับฟังจุดด้อยของงานเขียน
 
ไม่งั้นก็รวบรวม ตรวจคำผิด ส่งสำนักพิมพ์ไปตายเอาดาบหน้าเลย
 
 
 
 
 
...ฟินาเล่...
 
 
 
แค่นี้คุณก็สามารถยกระดับฐานะจาก

 
นักอยากเขียน >>> นักได้เขียน
 
 
ส่วนจะเป็น 'นักเขียน' มีผลงานตีพิมพ์หรือไม่
ก็ขึ้นอยู่กับดุลยพินิจของสำนักพิมพ์แล้วขรับ
 
 
 
 
แต่อย่างน้อยการได้ลงมือเขียนแล้ว มันก็เป็นจุดที่อยู่ใกล้กับการเป็น 'นักเขียน'
มากกว่าการมัวแต่เป็น 'นักอยากเขียน' อยู่อย่างนี้นะ
 

 
 
ก่อนจากขออ้างอิงคำคมๆ
จากการ์ตูนเรื่อง BAKUMAN สักหน่อย
 
ก่อนจะได้ตีพิมพ์นั้น สิ่งสำคัญที่ควรมีติดตัว 3 อย่าง
 

 
1. หลงตัวเอง
 (ผมว่าใช้คำว่า 'มั่นใจในตัวเอง' จะดีกว่านะ)

 
2. มุมานะ
(อันนี้ควรมีอยู่แล้ว ไม่ว่าจะสาขาอาชีพไหน)

 
3. ดวง
(อันนี้ก็มีผลนะเออ อย่าลบหลู่เชียว ^^)
 
 
 
 
 
 
ยังไงก็สู้กันต่อไปนะครับ นักอยากเขียนทั้งหลาย

(ผมเองก็ด้วยแฮะ ^^)
 
 
 
 
 

ตี๋เตี้ยหยี View my profile


ผลงานนี้ ใช้สัญญาอนุญาตของครีเอทีฟคอมมอนส์แบบ แสดงที่มา-ไม่ใช้เพื่อการค้า-ไม่ดัดแปลง 3.0 ประเทศไทย.